การอาชีวศึกษาไทย



ปชป.รุกคืบถอดถอน'สุวิทย์'
ทบวงฯ สกัดอาชีวะเปิด'โท-เอก'
มติชนสุดสัปดาห์
ฉบับที่ 1149
วันที่ 23 สิงหาคม 2545

ปัญหาความล่าช้าในการปฏิรูปการศึกษาเป็นข่าวร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายสนั่น สุธากุล เลขานุการคณะทำงานด้านการศึกษาของพรรค ออกมาชี้ความผิดชัดแจ้งของรัฐบาลที่ไม่สามารถออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาทั้ง 23 ฉบับให้เสร็จทันวันที่ 20 สิงหาคมตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าวันที่ 20 สิงหาคม เป็นวันครบกำหนดตามเงื่อนไขมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่กำหนดว่ารัฐบาลต้องนำระบบบริหารและการศึกษาไปใช้ได้อย่างเป็นระบบ

ถ้าจะว่ากันไปแล้วผู้คนในแวดวงการศึกษาไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก เพราะรัฐบาลเองเตรียมทางออกไว้แล้ว เห็นได้จากการที่ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งชี้มาว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้หากทำไม่ทันจะต้องมีผู้รับผิดชอบทางการเมืองและทางวินัย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฝ่ายการเมือง

ฉะนั้น ข้อเรียกร้องของฝ่ายค้านที่จะให้นายกรัฐมนตรีต้องหาผู้รับผิดทั้งกระทรวงศึกษาธิการและทบวงฯ โดยให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม เหตุผลของพรรคประชาธิปัตย์ที่นายสนั่นระบุนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลจะอยู่เฉยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้พรรคไทยรักไทยเสียภาพพจน์ และคนที่กระทบที่สุดคือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ

"เท่าที่ดูกระบวนการในการพิจารณากฎหมาย พบว่าจากกฎหมาย 23 ฉบับ เพิ่งเข้าสภาเพียง 3 ฉบับ จึงเหลือกฎหมายอีก 20 ฉบับ จึงเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันกฎหมายทั้ง 23 ฉบับให้ทันบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคมแน่นอน ดังนั้น คณะงานของพรรคจะนำข้อมูลนี้ไปประมวลเพิ่มเติมกับเรื่องที่ยื่นถอดถอนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ในวันที่ 23 สิงหาคม เพราะ ป.ป.ช. ได้เรียกให้พรรคไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว"

ข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนนี้จึงถือว่ามีน้ำหนักพอสมควร ยิ่งผนวกกับคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับว่า "ผมหนักใจเรื่องปฏิรูปการศึกษามากกว่าปฏิรูประบบราชการ เพราะครูเกือบ 7 แสนคน มีทัศนคติจากระบบเดิม หากจะเข้าสู่ระบบใหม่ ไม่แน่ใจว่าจะสามารถปรับทัศนคติของครูได้ แต่ทุกอย่างต้องไป"

ยิ่งทำให้เห็นเด่นชัดว่ารัฐบาลเองก็รู้อยู่เต็มอกกว่าอุปสรรคของการปฏิรูปการศึกษานั้นหนักหนาสาหัสขนาดไหน

ปัญหาในเรื่องนี้ยังอยู่ที่ว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมองในมุมเดียวกันว่า โครงสร้างกระทรวงใหม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศิตให้เริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนั้น คงไม่ทันแน่

นายปรัชญา เวสารัชช์ ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ให้เหตุผลว่าโครงสร้างใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว คือร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการศึกษา และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับแก้ไข แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีกฎหมายใดมีผลบังคับใช้

เห็นได้จาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับรัฐบาลเสนอร่างไปยังสภาผู้แทนฯ แล้ว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการศึกษา ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และร่าง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านความเห็นชอบของ ครม. และสภาผู้แทนฯ แล้ว รอเสนอเข้าวุฒิสภา

ส่วนร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 7 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ร่าง พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันพัฒนาและส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองคณะที่ 4 และ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาฯ

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้คาดการณ์กันว่า มีแนวโน้มสูงที่จะเสร็จไม่ทันวันที่ 1 ตุลาคม

ปัญหาหนึ่งที่ผู้คนถามไถ่กันก็คือ หลังวันที่ 20 สิงหาคมนี้ หากกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม อะไรจะเกิดขึ้น เรื่องนี้ นายสุรพล นิติไกรพจน์ กรรมการบริหาร สปศ. แจงว่า สถานะของกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องหลอมรวมเป็นกระทรวงการศึกษาในวันที่ 20 สิงหาคมนั้น จะสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้เช่นเดียวกับสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆ เพียงแต่สถานะจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นเพียงองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อไม่ให้บริการสาธารณะทางการศึกษาหยุดลง หรือเกิดผลเสียต่อการบริหารแบบใหม่ เท่านั้น แต่ไม่อาจดำเนินนโยบายใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากกรอบ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้

หากพิจารณาดูกฎหมายข้างต้น จะเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา ดูจะเกิดปัญหามากที่สุด เนื่องจากทางผู้บริหารของกรมอาชีวศึกษาและกระทรวงศึกษาฯ เอง พยายามหาหนทางโดยเขียนไว้ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถสอนระดับปริญญาได้ โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นระดับไหน เป็นการเขียนเปิดกว้างไว้ ในจุดประสงค์แฝงคือสามารถเปิดสอนได้ทั้งปริญญาโท-เอก

จุดนี้เองทำให้หลายฝ่ายคัดค้านเพราะมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา ทางผู้บริหารของทบวงฯ นำโดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็คัดค้านมาตลอด

อาทิ นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ให้ความเห็นว่า "ทบวงฯ เอง ไม่ควรไปคัดค้านว่าไม่ควรทำโน้นทำนี้ แต่ควรจะบอกว่าอาชีวะขาดอะไร ทำอย่างไรให้อาชีวะมีความสามารถมีทักษะ มีศักดิ์ศรี เท่ากับอาชีวะของเยอรมนีของญี่ปุ่น แต่แน่นอนถ้าปล่อยให้ไปตามทางนี้ อาชีวะก็จะผลักดันเป็นมหาวิทยาลัย มีปริญญาเอก เด็กจบออกมาทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับราชภัฏเดี๋ยวนี้ไม่มีประโยชน์ คนที่มีอำนาจไปทำอย่างนี้ เท่ากับไปสร้างปัญหาให้กับสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหา

เดิมผมก็ไม่สนับสนุนให้มีแท่งอาชีวศึกษา แต่อยากจะมีแท่งก็มีได้ ซึ่งต้องทำให้มันมีความหมาย ไม่ใช่มีแท่งแล้วฝีมือก็ยังเท่าเดิม ยังยกพวกตีกันเหมือนเดิม ทำไปทำไมเสียเงินเปล่าๆ แล้วจะมีทำไม"

ขณะที่ นายรุ่ง แก้วแดง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (กกศ.) แจกแจงว่า ถ้าอาชีวะสอนเฉพาะปริญญาตรีสายเทคโนโลยี เพื่อผลิตนักปฏิบัติ ทบวงฯ ก็เห็นด้วย แต่ถ้าเปิดเลยไปกว่านั้นถึงปริญญาโท หรือเอก ทบวงฯ ไม่เห็นด้วย ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.อาชีวศึกษา ที่ยังเถียงกันอยู่ ทางกรมอาชีวศึกษาอยากให้เขียนคำว่าปริญญาเฉยๆ อันอาจจะหมายถึงเปิดถึงปริญญาโทหรือเอกก็ได้ ทบวงฯ มองว่า จะเกิดอุดมศึกษาสองระบบและสองมาตรฐานขึ้น

"ทุกคนเป็นห่วงเรื่องเอกภาพของทบวงฯ เอกภาพของอุดมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าปล่อยเร็วไปจะเป็นปัญหา ผมเองเห็นด้วยที่ว่าในช่วงนี้ให้อาชีวะดูความพร้อมก่อน ควรจะสอนเฉพาะแค่ปริญญาตรีสายเทคโนโลยี ไม่ควรจะก้าวไกลกันจนกระทั่งทำให้คนเขาเกิดกังวล เพราะจริงๆ แล้วโรงเรียนอาชีวศึกษาเองก็คงพร้อมจะเปิดปริญญาโทได้ อาจจะอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ควรจะไปทำให้คนอื่นเขากังวล เอาความพร้อมเป็นตัวตั้งดีกว่า แต่ทางกรมอาชีวะเองบอกว่าเป็นการกีดกัน คือเขาไม่อยากเป็นคนชั้นสองที่ถูกกีดกัน เขาอยากจะทำอะไรได้อย่างอิสระเสรีเต็มที่ มันเป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่า"

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเหตุผลในการต้านของ สกศ. และทบวงฯ จะแรงพอที่จะสกัดอาชีวะเปิดสอนโท-เอกได้หรือไม่


created by Prachyanun Nilsook  Copyright 2002  All rights reserved.
comments to : prachyanun@hotmail.com 
Last Updated : 04/09/45