การประเมินคุณภาพเว็บข้อมูลสารสนเทศดร.ปรัชญนันท์ นิลสุขบทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารรังสิตสารสนเทศ
บทนำ
การออกแบบและพัฒนาเว็บได้เพิ่มขึ้นโดยลำดับและนับวันจะยิ่งทวีจำนวนขึ้น
ในปัจจุบันมีเว็บเพจออนไลน์ในระบบอินเทอร์เน็ตนับร้อย
ๆ ล้านเว็บ
แต่มีคำถามสำคัญที่ต้องมาหาคำตอบก็คือ
เว็บแบบไหนที่มีคุณภาพดี
เว็บแบบใดจึงจะถือว่าเป็นเว็บที่มีคุณค่า และเหมาะสมสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ต้องตอบคำถามกันอยู่เสมอและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
เมื่อพิจารณาแบบประเมินเว็บเพจของ
ดร.แนนซี
อีเวอร์ฮาร์ท
(Everhart, 1996) ภาควิชาบรรณารักษและสารสนเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
รัฐนิวยอร์ค
สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดระดับการให้คะแนนเอาไว้อย่างน่าสนใจและน่าจะนำมาขยายความ
เพื่อประโยชน์ในการประเมินคุณภาพของเว็บสำหรับนักออกแบบและพัฒนาเว็บ
รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
จะได้มีแนวทางในการตรวจสอบและประเมินคุณภาพที่สามารถอธิบายเหตุผลได้
โดยแนวคิดของอีเวอร์ฮาร์ท
จะมีด้วยกัน
9 ด้านคือ 1.
ความทันสมัย
(Currency) 2.
เนื้อหาและข้อมูล
(Content and Information) 3.
ความน่าเชื่อถือ
(Authority) 4.
การเชื่อมโยงข้อมูล
(Navigation) 5.
การปฏิบัติจริง
(Experience) 6.
ความเป็นมัลติมีเดีย
(Multimedia) 7.
การให้ข้อมูล
(treatment) 8.
การเข้าถึงข้อมูล
(Access) 9.
ความหลากหลายของข้อมูล
(Miscellaneous) เนื่องจากแนวคิดทั้ง
9
ด้านยังขาดรายละเอียดและเหตุผล
ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและที่ มาของระดับการประเมิน
จึงจำเป็นต้องขยายความและชี้ให้เห็นว่าเหตุผลที่ต้องประเมินเว็บไซต์ในแต่ละด้านนั้นคืออะไร
1.
ความทันสมัย ความทันสมัยของเว็บไซต์
จัดเป็นหัวข้อสำคัญของการพัฒนาข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากข้อมูลสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็เมื่อ
ข้อมูลนั่นเป็นข้อมูลที่ใหม่
ทันต่อสถานการณ์และได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามระยะเวลาอย่างเหมาะสม
การประเมินเว็บไซต์ในด้านของความทันสมัยควรประเมินในสามส่วนด้วยกันคือ เว็บไซต์แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุด
เป็นสิ่งที่แสดงความชัดเจนของเว็บไซต์ว่ามความทันสมัยของข้อมูลระดับใด
เพราะเว็บไซต์ที่แสดงถึงวันที่ปรับปรุงข้อมูลทุกวันย่อมแสดงว่าเป็นเว็บที่มีความเป็นปัจจุบันมากที่สุด
สำหรับเว็บบางประเภทเช่น
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ย่อมจะต้องปรับปรุงข่าวสารและข้อมูลของเว็บเป็นปัจจุบันทุกวัน
ก็จะแสดงวันที่ของหนังสือพิมพ์ที่นำข้อมูลมาออนไลน์ทุกวันอยู่แล้ว
เป็นตัวอย่างของความทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ในขณะที่เว็บไซต์จำนวนมากไม่ได้แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด
อันทำให้ไม่ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวดำเนินการเมื่อใด
ก็จะเป็นปัญหาในการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์
ดังนั้นเว็บไซต์ที่แสดงวันที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด
จะแสดงวันที่ปรับปรุงเว็บเอาไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บ
โดยนิยมก็จะนำมาแสดงเอาไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ ตัวอย่างแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลเช่น
ปรับปรุงล่าสุด
วันอังคารที่
22 มิถุนายน
2547 Last
updated : 6/22/2004 แต่ในบางเว็บไซต์ที่แสดงวันเวลาของเว็บในแต่ละวัน
ไม่ได้หมายถึง
การปรับปรุงเว็บไซต์
แต่เป็นการนำเอาเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแสดงที่หน้าเว็บเพจ
ไม่จัดเป็นวันเวลาที่ปรับปรุงข้อมูล
ประโยชน์ของการแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดคือ
ทำให้ทราบว่าข้อมูลในเว็บได้รับการปรับปรุงเมื่อใด
การอ้างอิงข้อมูลในเว็บสามารถแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูล
สามารถพิจารณาได้ว่าจะใช้ข้อมูลของเว็บหรือไม่
เว็บที่มีมาตรฐานควรจะต้องแสดงวันที่ในการปรับปรุงข้อมูลของเว็บ
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ
ความเอาใจใส่และการบำรุงรักษาเว็บของผู้สร้างหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ซึ่งในความเป็นจริงโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างเว็บสามารถกำหนดให้แสดงวันที่ในการปรับปรุงเว็บ
โดยอัตโนมัติอยู่แล้วทุกครั้งที่ปรับเปลี่ยนข้อมูลใด
ๆ ในเว็บเพจ
จึงไม่ใช่เรื่องยากในการจัดทำเพียงแต่ผู้จัดทำเว็บเพจต้องใส่ใจในรายละเอียดเท่านั้น เว็บไซต์แสดงการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบัน
หมายถึง
ข้อมูลที่อยู่ในเว็บเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและอยู่ในช่วงระยะเวลาปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่การแสดงวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูลเท่านั้น
เพราะวันที่และเวลาที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด
อาจเป็นเพียงวันและเวลาที่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของเว็บเพจบางอย่าง
เช่นเปลี่ยนแปลงสีข้อความ
หรือการใส่กราฟิกส์ใหม่
ๆ
เข้ามาในเว็บเพจ
แต่ข้อมูลในเว็บเพจอาจเป็นข้อมูลที่เก่าและล่าสมัยไปแล้ว
ลักษณะของการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบันเช่นข้อมูลขององค์กรหรือหน่วยงานในปี
พ.ศ. 2547 ก็ควรมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
เช่น ข้อมูล
ณ วันที่ 21 มิถุนายน
2547 แสดงวันและวันที่ในเว็บไซต์
แต่มีข้อมูลของวันเดือนปีในปี
พ.ศ. 2545,2546
ขณะที่ข้อมูลที่ควรจะนำเสนอควรเป็นข้อมูลของปี
พ.ศ. 2547
ด้วย
ก็ถือได้ว่าข้อมูลของเว็บไม่ได้ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเป็นข้อมูลเก่าของปีที่ผ่านมา
แต่ถ้าเว็บไซต์เป็นเว็บที่แสดงรายละเอียดของข้อมูลในอดีตก็ไม่ถือว่า
ข้อมูลของเว็บนั้นล้าสมัยเพราะภายในเว็บไซต์ก็ควรมีข้อมูลรายละเอียดที่ผ่าน
ๆ
มาแล้วในอดีต
และควรอย่างยิ่งที่จะเก็บข้อมูลเดิม
ๆ
เอาไว้ทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลหรือแสดงวันที่ปรับปรุงเป็นปัจจุบันก็ได้
เพียงแต่ควรมีเว็บเพจใหม่
ๆ
ที่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นเว็บไซต์มีการปรับปรุงในทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่
ซึ่งแสดงว่าเว็บได้รับการดูแลและพัฒนาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาโดยหน่วยงานหรือผู้ดูแล
เว็บที่มีมาตรฐานจึงควรแสดงการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน
ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเช่น
แสดงการอ้างอิงของข้อมูลภายในเว็บเพจ
เช่น
ข้อมูลที่แสดงอยู่ในเว็บเพจนำมาจากที่ใด
เป็นข้อมูลเมื่อวันที่เท่าไหร่
อันเป็นรายละเอียดที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้บริการของข้อมูลสามารถนำไปอ้างอิงและใช้ประโยชน์ของข้อมูลที่ทันสมัย
อันเป็นสิ่งสำคัญของข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีการกล่าวถึงว่า
บางเว็บไซต์ข้อมูลขาดความทันสมัย
ไม่เป็นปัจจุบัน
เว็บไซต์แสดงสถิติของจำนวนการเข้าใช้และปรับปรุงข้อมูล
เป็นลักษณะตัวนับจำนวนของเว็บไซต์ที่จะแสดงสถิติจำนวนของผู้ที่เข้าใช้บริการและจำนวนครั้งที่ปรับปรุงข้อมูล
อยู่ในรูปของตัวนับจำนวนที่จะแสดงร่วมกับวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูล
เป็นสิ่งที่แสดงถึงจำนวนผู้เข้าใช้บริการข้อมูลในเว็บและช่วยให้ผู้จัดทำได้ทราบถึงความนิยมและความสำคัญของเว็บเพจ
เพราะถ้าเว็บเพจที่จัดทำเป็นประโยชน์และข้อมูลเป็นที่ต้องการของผู้ใช้ก็จะมีการเข้าใช้บ่อยครั้ง
สามารถบอกได้ว่าเว็บมีความถี่ในการเข้าใช้งานในแต่ละช่วงเวลาระดับใดบ้าง
โดยการบอกเวลาที่เริ่มต้นติดตั้งตัวนับจำนวนก็จะทำให้ทราบได้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งมีผู้เข้าใช้บริการข้อมูลระดับใด
แต่สถิติจำนวนการเข้าใช้มีเงื่อนไขสำคัญคือ
การเผยแพร่เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักด้วย
จึงต้องมีความเข้าใจในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เว็บไซต์
ที่เรียกว่าการเพิ่มชื่อเว็บไซต์
(Add URL) เข้าไปยังเว็บประเภทสืบค้นข้อมูลต่าง
ๆ เมื่อเวลาที่มีการสืบค้นข้อมูลหรือต้องการข้อมูลที่สร้างเป็นเว็บเพจ
ผู้สืบค้นก็จะสืบค้นข้อมูลผ่านเครื่องมือสืบค้นมายังเว็บเพจที่สร้างขึ้น
ถ้าเว็บจัดทำไม่น่าสนใจหรือมีข้อมูลล้าสมัย ก็จะมีเพียงคนสืบค้นเข้ามาแวะชมแล้วก็ผ่านไป
ไม่เข้ามาสนใจหรือใช้งานข้อมูลในเว็บเพจนั้นอีก
แต่ถ้าข้อมูลในเว็บเพจทันสมัยและมีการจัดทำดีก็อาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับเว็บต่าง
ๆ
หรือมีการแนะนำให้เข้ามายังเว็บไซต์เหล่านั้นบ่อย
ๆ
ก็จะทำให้ตัวนับจำนวนแสดงผลมากขึ้นตามลำดับ
2.
เนื้อหาและข้อมูล
เว็บไซต์ต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เป็นสิ่งที่ตรวจสอบและวัดความเป็นเว็บไซต์ที่ดีได้ง่าย
รวมทั้งสามารถประเมินคุณค่าของเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์มีเนื้อหาข้อมูลที่ตรงตามหลักสูตรและการเรียนการสอนของนักเรียน
หรือทำให้เป็นเนื้อหาข้อมูลประกอบการเรียนตามหลักสูตรและน่าสนใจชวนติดตามย่อมเป็นประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเนื้อหาที่นำเสนอบนเว็บไซต์เป็นเนื้อหาที่หาไม่ได้ในห้องสมุด
ย่อมเป็นเนื้อหาที่มีคุณค่า
นำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง
แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างชัดเจนว่าเป็นแหล่งเนื้อหาและข้อมูลเพื่อการเรียนรู้
ที่แตกต่างออกไปจากแหล่งเรียนรู้เดิม
ๆ
อย่างห้องสมุด
เนื้อหาที่นำเสนอนั้นย่อมมีความหมายและเป็นประโยชน์
การที่เราจะสรุปประโยชน์ของข้อมูลและเนื้อหาที่ติดตั้งในเว็บไซต์
หัวเรื่องของเว็บก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา
เพราะเว็บไซต์มากมายที่ตั้งหัวเรื่องของเว็บหรือตั้งชื่อเว็บเอาไว้อย่างดี
ดูจากหัวเรื่องก็แทบจะเชื่อได้ว่าเว็บนั้นเป็นประโยชน์เช่น
เว็บความรู้เรื่องประเทศไทย
แต่เมื่อเข้าไปดูเนื้อหากลับกลายเป็นเว็บโฆษณาท่องเที่ยวภายในประเทศ
หรือกลายเป็นบริษัททัวร์
เนื้อหาจึงกลายเป็นเรื่องของการค้ามากกว่าที่จะเป็นความรู้แท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดของข้อมูลและเนื้อหาในเว็บไซต์ก็คือ
ความถูกต้องของเนื้อหา
เป็นคำถามที่ถูกถามมากที่สุดของการออกแบบและพัฒนาเว็บก็คือ
ความน่าเชื่อถือของเว็บ
และคำตอบก็คือ
ถ้าเนื้อหาของเว็บมีความถูกต้องนั่นคือความน่าเชื่อถือที่สำคัญที่สุด
ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุด
และหาคำรับรองหรือยืนยันได้ยาก
ผู้ที่สืบค้นเข้ามาในเว็บและต้องการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์
ก็ย่อมไม่ทราบว่าข้อมูลที่นำเสนอบนเว็บไซต์นั้นถูกต้องหรือไม่
เพราะผู้ใช้ข้อมูลก็เพียงต้องการข้อมูลหรือไม่ค้นหาข้อมูลนำไปใช้ไม่ใช่ผู้ที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ความถูกต้องจึงต้องมีองค์ประกอบอื่น
ๆ
เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น
ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลหน่วยงานที่นำมาจากสื่ออื่น
ๆ
ที่เคยเผยแพร่แล้ว
เช่น
การเผยแพร่ข้อมูลโรคติดต่อต่าง
ๆ
ที่เคยอยู่ในแผ่นพับใบปลิว
ก็นำมาสร้างเว็บไซต์เป็นต้น
ข้อมูลจึงจะน่าเชื่อถือมากที่สุด
หรือโดยเฉพาะข้อมูลจากตำราโดยตรง
เมื่อเนื้อหามีความถูกต้องสมบูรณ์สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไปคือ
เนื้อหาและข้อมูลต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดทำเว็บไซต์
เนื้อหาและข้อมูลตรงตามชื่อและสอดคล้องกับหน่วยงานที่ดำเนินการอย่างชัดเจน
จึงจะถือได้ว่าเว็บไซต์มีความถูกต้อง
เนื้อหาและข้อมูลควรจะมีลักษณะเป็นภาษาเขียนเพื่อให้น่าเชื่อถือและสละสลวย
มีลักษณะการใช้ภาษาที่สุภาพ
ไม่ใช้ภาษาพูด
ไม่หยาบคาย
และมีการใช้ภาษาที่เป็นทางการ
การพิมพ์ไม่ผิดพลาด
การใช้สระ
พยัญชนะต่าง
ๆ
มีความถูกต้องสมบูรณ์ถือว่าเว็บไซต์มีคุณภาพดี
3. ความน่าเชื่อถือ
เว็บไซต์ที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงแต่ทันสมัย
มีเนื้อหาและข้อมูลที่ดี
ความน่าเชื่อถือต่อเว็บไซต์เป็นเรื่องสำคัญในจะนำเอาข้อมูลไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์
เพราะข้อมูลและเนื้อหาจะได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเว็บนั้นน่าเชื่อถือ
เช่น
ถ้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อ
ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดก็ควรเป็นข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข
หรือโรงพยาบาลต่าง
ๆ นั่นหมายความว่า
ผู้เข้าไปใช้ประโยชน์จากเว็บก็จะพยายามหาข้อมูลจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการ
ทันสมัยและมีข้อมูลเนื้อหาที่ดี
แต่ที่สำคัญคือเว็บต้องน่าเชื่อถือนั่นเอง
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั่นคือ
ผู้จัดทำเว็บเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา หรือเป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้านนั้นโดยตรง
โดยแสดงความรับผิดชอบในเว็บอย่างชัดเจน
แสดงให้เห็นได้จากส่วนที่สงวนลิขสิทธิ์และผู้รับผิดชอบภายในเว็บ
ซึ่งนิยมแสดงไว้ด้านล่างของเว็บไซต์
โดยรวมถึงความทันสมัยนั่นคือเวลาที่ปรับปรุงครั้งล่าสุดนั่นเอง
ตัวอย่างของความน่าเชื่อถือเช่น
- การสงวนลิขสิทธิ์ของเว็บ
Copyright ã
All Rights Reserved
- ผู้รับผิดชอบ
Webmaster Prachyanun
Nilsook
- ตำแหน่งหน้าที่ผู้จัดทำ
หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- ติดต่อ
Email :
prachyanun@hotmail.com
โทร : 01-7037515 -
ที่อยู่ของหน่วยงาน
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม
อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม ถ้าหน่วยงานหรือองค์กรมีความน่าเชื่อถือสูง
เพียงแต่โดเมนเนมก็สามารถบ่งบอกความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน
ความน่าเชื่อถือของเว็บสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ
ซึ่งการสร้างความเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเว็บไซต์
เพราะมีเว็บไซต์จำนวนมากที่ไม่ทราบที่มาของผู้จัดทำ
ไม่สามารถติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้
ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์เพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผู้อื่น
ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือหน่วยงานที่ชัดเจน ไม่มีที่อยู่ที่จะติดต่อหรือมีแหล่งที่แน่นอน
โดเมนเนมไม่มาตรฐาน
ฯลฯ ดังนั้นค่าน่าเชื่อถือของเว็บไซต์จึงเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ประการหนึ่ง
4. การเชื่อมโยงข้อมูล การประเมินเว็บไซด์ที่ดีควรจะแสดงการเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ
ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
และอ่านได้อย่างชัดเจน
การเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์
จะมีชื่อเรียกว่า
ลิงค์ (Link)
การลิงค์หรือการเชื่อมโยงนั้น
ถ้าหน้าแรกสามารถบอกได้ว่า
เว็บไซด์นั้นมีการจัดการอย่างไร
มีเงื่อนไขในการเชื่อมโยงอย่างไร
และมี
อย่างไรที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงไปบ้าง
ลักษณะอย่างนี้อาจจะมีหน้าพิเศษต่างหากที่เรียกว่า
แผนภูมิเว็บไซด์
หรือ site map อีกคำหนึ่ง
สำหรับการเชื่อมโยงในลักษณะทั่วไปของเว็บเพจ
คือคำว่า navigation
หมายถึงเส้นทางซึ่งเมื่อเปิดเข้าสู่หน้าแรกและมีโฮมเพจ
และต้องการเชื่อมโยงหรือไปในเส้นทางใดภายในเว็บไซด์
สิ่งเหล่านี้เรียกว่า
navigation bar ดังนั้น
ผู้ที่ออกแบบเว็บไซด์และมีการเชื่อมโยงได้ดี
มีการจัดองค์ประกอบได้ดีจะทำให้เว็บไซด์นั้นสามารถเชื่อมโยงได้กันทุกเว็บ
และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์ ลักษณะการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์
ควรจะแสดงรูปแบบที่ชัดเจนหรือที่เรียกว่า
Hypertext นั้นก็คือ
ตัวหนังสือที่มีการเชื่อมโยงจะมีการขีดเส้นใต้ไว้อย่างชัดเจน
หรือถ้าไม่มีการขีดเส้นใต้เมื่อเลื่อนเม้าส์ผ่านไปยังบริเวณที่เป็นตัวอักษรจะปรากฏเป็นรูปมือ
ซึ่งรูปแบบเว็บไซด์ที่มีคุณภาพและชัดเจน
ส่วนที่เป็น Hypertext
และมีการเชื่อมโยงนั้นควรวางรูปแบบที่ชัดเจน
เมื่อเลื่อนเม้าส์เข้าไปในส่วนที่เป็น
Hypertext
ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นรูปมือ
สี และแบ็คกราวน์ของตัวอักษรก็อาจจะเปลี่ยนไป
ซึ่งทำให้ง่ายต่อการสังเกต
การเชื่อมโยงที่ดี
ตัวที่ทำหน้าที่การเชื่อมโยงควรจะอ่านง่ายและสื่อความหมายชัดเจน
เป็นในลักษณะเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์
ตัวเชื่อมโยงหรือ
ลิงค์ควรจะง่ายต่อการสังเกตและมีขนาดเหมาะสม
ตัวเชื่อมโยงควรจะมีเหตุมีผลสอดคล้องกันทั้งกลุ่ม
เช่น
ถ้ามีเมนูที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่างๆ
เมนูทั้งกลุ่มนั้นควรมีลักษณะที่สอดคล้องกัน
ตัวอย่าง
เช่น
ถ้าทำเป็นร้านหนังสือหรือห้องสมุด
เมนูที่เป็นตัวเชื่อมโยงหรือตัวลิงค์ควรจะมีลักษณะรูปหนังสือ
ตะกร้าใส่หนังสือ
ที่คั่นหนังสือ
หรือลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันกับห้องสมุดหรือหนังสือในชุดเดียวกัน เว็บไซด์ที่มีคุณภาพดี
เส้นทางเดินภายในเว็บไซด์หรือการเชื่อมโยงควรจะเป็นในแนวทางเดียวกันในทุกๆ
เว็บเพจ
หรือที่เรียกว่า
มีความสอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันในทุกเว็บเพจ
เช่น
หน้าแรกของโฮมเพจมีลักษณะการเชื่อมโยงที่เป็นปุ่ม
(botton)
หรือเป็นข้อความ
ในเว็บเพจหน้าอื่นๆ
ก็ควรจะมีปุ่มหรือตัวเชื่อมโยงลักษณะเดียวกันกับในหน้าโฮมเพจ
ลักษณะของการใช้สี
การวางรูปแบบ
เช่น ถ้าตัวเชื่อมโยงในด้านบนเป็นแถวเรียงกัน
ในทุกๆ
หน้าก็ควรจะวางรูปแบบเป็นแบบเดียวกัน
คือเป็นแถวในแนวเดียวกัน
ในขณะเดียวกันถ้ารูปแบบของการเชื่อมโยงเป็นแถวแนวตั้งเรียงจากบนลงล่างในหน้าแรก
หน้าต่อๆ
ไปควรจะมีลักษณะเดียวกัน
จะทำให้เว็บไซด์ทั้งเวบมีการเชื่อมโยงหรือเส้นทางเดียเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกัน การเชื่อมโยงในทุกๆ
หน้า
ควรจะสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังหน้าแรกของเว็บไซด์ได้หรือไปยังหน้าต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องได้
ปริมาณของการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม
ควรมีการเชื่อมโยงไปยังส่วนสำคัญต่างๆ
ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีการเชื่อมโยงมากเกินไป
จนกลายเต็มไปด้วยจุดที่เชื่อมโยง
เนื่องจากตัวเชื่อมโยงมักจะมีลักษณะเด่นพิเศษ
ดังนั้นจะทำให้ข้อมูลหรือข้อความภายในเว็บเพจไม่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย
ขณะเดียวกันตัวเชื่อมโยงควรจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์
หมายถึงตัวเชื่อมโยงควรจะมีรูปแบบในลักษณะเดียวกันกับจุดประสงค์ของเว็บเพจ
เช่น
ถ้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงที่ต้องการให้ค้นคว้าลึกลงไปในเรื่องอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง
ก็ควรจะมีตัวลิงค์ที่แสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซด์นั้น
นอกจากนี้ไอคอนหรือปุ่มที่ใช้ในรูปแบบการเชื่อมโยงที่นำมาใช้ควรจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดและน่าสนใจ
ดูแล้วเข้าใจว่าผู้ออกแบบต้องการให้มีเชื่อมโยงไปยังส่วนใดของเว็บ
เช่น
กรณีที่ต้องการใช้ไอคอนให้กลับไปยังหน้าแรกหรือหน้าโฮมเพจ
มักจะใช้รูปบ้าน
เล็กๆ
เป็นสัญลักษณ์
เมื่อในเว็บเพจส่วนใดก็ตามเห็นเป็นรูปบ้านผู้ใช้มักจะตีความหมายว่าถ้าคลิกหรือเลื่อนเม้าส์เข้าไปก็จะกลับไปสู่หน้าโฮมเพจ
เช่นเดียวกันลูกศรที่เป็นแถบเลื่อนเมื่อต้องการเลื่อนลงล่าง
ก็จะมีลูกศรเป็นไอคอนชี้ลงล่าง
เมื่อคลิกก็จะเลื่อนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันถ้าต้องการกลับมาด้านบนในกรณีที่เป็นเว็บแถบเลื่อนและมีลักษณะทางยาวลงมาด้านล่าง
การออกแบบการเชื่อมโยงในลักษณะนี้อาจจะมีลูกศรชี้ขึ้นบน
ผู้ใช้ก็คาดเดาได้ว่าเมื่อคลิกลูกศรแล้วจะกลับขึ้นด้านบนของเว็บเพจ
นี่คือลักษณะชัดเจนของตัวเชื่อมโยง 5.
การนำไปใช้งานจริง เว็บเพจที่ดีควรจะมีเนื้อหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
และมีการแสดงผลอย่างรวดเร็จ
ในเว็บเพจต้องทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าไม่เสียเวลา
ไม่ไร้ประโยชน์หรือเว็บเพจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ผู้ออกแบบต้องคำนึงเสมอว่า
ในการนำไปใช้งานจริง
ผู้สืบคืนข้อมูล
หรือผู้เข้าชมเว็บเพจย่อมเข้ามาเพื่อคิดว่าเว็บเพจที่จัดทำนั้นมีวัตถุประสงค์ตามหัวเรื่องของเว็บเพจ
เช่น เว็บเพจมีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่
ข่าวสาร
เกี่ยวกับเรื่องเอดส์
เมื่อเข้ามาแล้วก็ควรจะเกี่ยวข้องเรื่องราวของเอดส์
ไม่ใช่เป็นการโฆษณาขายยาหรือโฆษณาชวนเชื่อ
ซึ่งลักษณะแบบนี้จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
จะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเสียเวลาในการเข้าเยี่ยมชม
นอกจากนั้นเนื้อหา
และการออกแบบเมื่อนำไปใช้งานจริงควรคำนึงว่าเว็บเพจต้องเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้เข้าชม
ทำให้เกิดความน่าสนใจตลอดเวลา
และดึงดูดให้ผู้เข้าชมใช้เวลานานในการค้นหาข้อมูล ชวนติดตามอยู่ตลอดเวลา 6.
ความเป็นมัลติมีเดีย ความเป็น multimedia สำหรับเว็บไซด์เũ |