อีเลินนิ่ง (e-learning)

อีเลินนิ่ง (e-Learning)
ดร.ปรัชญนันท์  นิลสุข

 

บทความตีพิมพ์ใน วารสารวิทยบริการ  ปีที่ 15  ฉบับที่ 2-3  พฤษภาคม – ธันวาคม 2547   หน้า 1-16

 

                อีเลินนิ่ง (e-learning) หรือ  Electronic  Learning อาจจะดูเป็นแนวคิดทางการศึกษาแบบใหม่   ที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์ออนไลน์    ทำให้เกิดการเรียนการสอนระบบต่าง ๆ และมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น   การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction),การเรียนการสอนออนไลน์ (On-line Learning), การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet-based Instruction)  หรือแม้แต่จะเรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเว็บ (CAI on Web)    แต่ละแบบจัดเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

                ความหมายของอีเลินนิ่งมีมุมมองที่แตกต่างกันไป    สมาคมอเมริกันเพื่อการพัฒนาการฝึกอบรม (2000)   ได้อธิบายความหมายเอาไว้ด้วยกัน 3 ลักษณะคือ

                ความหมายทางด้านอิเล็กทรอนิกส์

                e-Learning หมายถึง กระบวนการและการใช้ประโยชน์จากการเรียนการสอนผ่านเว็บ  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ห้องเรียนเสมือน และการเรียนร่วมมือด้วยเครื่องมือดิจิตอลต่าง ๆ  รวมถึงการเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต,ระบบอินทราเน็ต  ระบบเครือข่าย  การเรียนด้วยระบบเสียง ระบบภาพ ระบบดาวเทียม  ระบบโทรทัศน์ และซีดีรอม

                ความหมายทางด้านอินเทอร์เน็ต

                e-Learning   หมายถึง การเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต  หรือการใช้ความสามารถของระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้

                ความหมายทั่วไป

                e-Learning   หมายถึง  การบูรณาการทางการศึกษาที่ไม่ยึดติดกับเวลาและความก้าวหน้าในการเรียนรู้

                เมื่อประมวลความหมายของทั้ง 3  ลักษณะเข้าด้วยกัน  สอดคล้องกับแนวคิดและบริบทในปัจจุบันกล่าวได้ว่า

                e-Learning  หมายถึง  การจัดกระบวนการและการใช้ประโยชน์จากสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต   ที่ออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ไม่ยึดติดกับเวลาและความก้าวหน้าในการเรียนรู้

                จึงทำให้มีความพยายามพัฒนาการเรียนการสอนแบบออนไลน์มากขึ้น   ซึ่งการสร้างเว็บเพื่อการเรียนการสอนก็เป็นส่วนหนึ่งของ e-Learning

 

ระบบการเรียนรู้อีเลินนิ่ง

 

                การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิ่งหรือการเรียนรู้ระบบออนไลน์   สามารถแบ่งกระบวนการในการบริหารจัดการการเรียนรู้ออกได้เป็น  2  ส่วนคือ

1.  อีเลินนิ่งแบบ  LMS : Learning Management System   เป็นการจัดระบบกระบวนการเรียนการสอนต่างๆ  ในการออนไลน์   ตั้งแต่เนื้อหา  การลงทะเบียน การเก็บข้อมูล การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเช่น อีเมล์ กระดานข่าว ห้องสนทนา เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนของระบบฐานข้อมูล ที่สนับสนุนการจัดการเนื้อหาวิชา (Content)  โดยจะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียน ผู้สอน ผู้ผลิตและผู้ดูแลระบบ

2. อีเลินนิ่งแบบ  CMS : Content Management System เป็นในส่วนของเนื้อหาวิชาที่เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้จัดทำขึ้น และนำมาใส่ไว้ในระบบฐานข้อมูลของ LMS   หรือผู้สอนจัดทำขึ้นเองเป็นอิสระโดยมีระบบเหมือนกับ LMS   แต่ผู้สอนสามารถจัดการบริหาร เพิ่มเติมเนื้อหา ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือบางส่วนได้ด้วยตนเอง     อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบการจัดการเนื้อหาโดยผู้สอนเพื่อที่ผู้เรียนจะได้นำไปศึกษาโดยไม่ต้องมีระบบการจัดการเต็มรูปแบบเข้ามาช่วย

                ความแตกต่างกันของระบบการบริหารจัดการอีเลินนิ่ง    ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในการเลือกวิธีการที่จะใช้และการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบอีเลินนิ่ง   ซึ่งมีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนดังนี้

 

LMS : ระบบการจัดการเรียนรู้

CMS :  ระบบการจัดการเนื้อหา

1.       การบริหารจัดการทั้งระบบ

2.       กระบวนการจัดการสมบูรณ์แบบ องค์ประกอบเต็มรูปแบบ

3.       ดำเนินการด้วยบุคลากรจำนวนมาก

4.       ค่าใช้จ่ายการดำเนินการสูง

5.       เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่

6.       ใช้เป็นสื่อหลักในการเรียนการสอน

7.       เนื้อหามาจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการ

8.       การผลิตยุ่งยากและใช้เวลานาน

9.       การสร้างเน้นการทำงานกับเครื่องแม่ข่าย

10.    ความรับผิดชอบอยู่ที่องค์กรหรือหน่วยงาน

1.       การบริหารจัดการเฉพาะเนื้อหา

2.       กระบวนการจัดการเฉพาะเนื้อหาและองค์ประกอบบางส่วน

3.       ดำเนินการโดยผู้สอน

4.       ค่าใช้จ่ายการดำเนินการต่ำ

5.       เหมาะสำหรับอาจารย์ที่มีความรู้เฉพาะ

6.       ใช้เป็นสื่อเสริมในการเรียนการสอน

7.       เนื้อหาตรงตามความต้องการผู้สอน

8.       การผลิตง่ายและใช้เวลาน้อย

9.       การสร้างเน้นการทำงานกับเครื่องลูกข่าย

10.    ความรับผิดชอบอยู่ที่ผู้สร้างหรือผู้สอน

 

                การบริหารจัดการอีเลินนิ่งที่เป็นการบริหารจัดการทั้งระบบ   (LMS : Learning Management System)   จะดูแลตั้งแต่เนื้อหา  การสร้าง การติดตั้ง  การลงทะเบียน การชำระเงิน การเก็บข้อมูล  การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียน  ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงแบบฝึกหัดและข้อสอบที่สามารถจัดเก็บผลคะแนนสอบของแต่ละคนได้   เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ   ขณะที่ถ้าให้ผู้สอนเป็นผู้ดำเนินการเองก็จะกระทำได้เพียงการสร้างเนื้อหาและติดตั้งองค์ประกอบบางส่วนเท่านั้น    แต่การบริหารจัดการทั้งระบบจะต้องใช้บุคลากรจำนวนมากได้แก่

1.       ผู้ดูแลระบบ (Administrator)    เป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลระบบเครือข่าย   เครื่องแม่ข่ายและการติดต่อสื่อสารของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  การบริหารเครือข่าย  ดูแลการบริหารงานธุรการ การเงินและบุคลากรทั้งระบบ

2.       ผู้ดูแลเว็บ (Webmaster)    จะต้องเป็นผู้ดูแลและติดตั้งเว็บ   คอยเฝ้าติดตามการเข้ามาใช้เว็บของผู้เรียนและดูแลเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน เช่น กระดานข่าว การถาม-ตอบ  มีความสามารถระดับโปรแกรมเมอร์

3.       ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บ  (Web designer)   เป็นผู้ออกแบบและสร้างเว็บสำหรับการเรียนการสอนตามการออกแบบที่กำหนดมาจากผู้ออกแบบการเรียนการสอน 

4.       ผู้ออกแบบระบบการเรียนการสอน  (Instructional System Developer)   เป็นผู้กำหนดรูปแบบการเรียนการสอน  องค์ประกอบเนื้อหา  วิเคราะห์ระบบการสอนและวางรูปแบบเพื่อให้ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บสามารถดำเนินการได้

5.       ผู้สอน  (Instructor)    เป็นผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาเฉพาะวิชาที่ต้องการจะนำมาใช้ในการเรียนการสอน   กำหนดเนื้อหาที่จะสอน แบบฝึกหัด ข้อสอบ  การวัดผลและประเมินการเรียน

ดังนั้นถ้าจะเลือกระบบที่สมบูรณ์แบบสำหรับอีเลินนิ่งก็หมายความว่า  จะต้องจัดหาคณะ

ทำงานที่พร้อมสำหรับการบริหารจัดการ      ยังไม่รวมเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องมีความพร้อมสำหรับให้คณะทำงานได้ทำงานอย่างเต็มที่    ซึ่งถ้ารวมมูลค่าเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จัดว่าเป็นการลงทุนที่สูงมากเพราะนั่นคือถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์และค่าใช้จ่ายอีกนานับประการที่จะตามมาได้แก่

1.       เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server)

2.       อุปกรณ์ต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์

2.1    เล้าเตอร์ (Router)

2.2    โมเด็ม (Modem)

2.3    สวิตช์ (Switch)

2.4    ฮับ (Hub)

3.       เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client)  สำหรับการสร้างและพัฒนาเว็บ

4.       เครื่องมือประกอบอื่น ๆ เช่น  เครื่องสแกนภาพ,กล้องดิจิตอล, ฯลฯ

5.       ค่าใช้จ่ายโปรแกรมการสร้างเว็บ

6.       ค่าเช่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

7.       ค่าจดทะเบียนโดเมน

8.       ค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาของเนื้อหาวิชา

ฯลฯ

 

                ค่าใช้จ่ายของการบริหารจัดการระบบที่สมบูรณ์แบบจึงค่อนข้างสูงมาก   ทำให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการเองได้    จึงได้มีบริษัทหรือหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะเกิดขึ้น    มีการคิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับการให้บริการทั่วไป     เหมาะสำหรับสถานศึกษาหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ ๆ จะใช้บริการ    อันเนื่องจากมีจำนวนนักศึกษามากและจัดการศึกษาระบบเปิดเช่น  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  มีระบบอีเลินนิ่งสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ในลักษณะที่เป็นสื่อหลัก    แต่สำหรับระบบการจัดการเนื้อหาที่จัดทำโดยอาจารย์ผู้สอนจะเป็นแบบสื่อเสริมการเรียนรู้เท่านั้น

การเป็นสื่อหลักหมายถึง  การนำเอาระบบอีเลินนิ่งเข้ามาแทนอาจารย์ผู้สอน   ให้นักศึกษาได้ใช้สำหรับการเรียนครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งวิชา   โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน   ใช้สอนเนื้อหาวิชาแทนอาจารย์ผู้สอนได้   มีระบบการวัดผลประเมินตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียน  แต่อาจจะยังต้องใช้วิธีการสอบแบบเข้าห้องสอบก็ได้

ส่วนการใช้อีเลินนิ่งเป็นสื่อเสริม  หมายถึง  การนำเอาระบบอีเลินนิ่งเข้ามาช่วยสอนเสริมจากการสอนของอาจารย์เช่น ทบทวนเนื้อหาผ่านเว็บ  ทำแบบฝึกหัด  ติดต่อสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอน แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน ๆ ผ่านระบบออนไลน์   อาจมีเนื้อหาสมบูรณ์ครบถ้วนทั้งวิชา   แต่ยังมีการเรียนในชั้นเรียนเป็นหลัก   มีเว็บเป็นสื่อช่วยการเรียนการสอนให้สมบูรณ์

 การบริหารระบบอีเลินนิ่งเต็มรูปแบบจึงค่อนข้างยุ่งยากตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินการ  การผลิตเนื้อหาที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาประกอบกับอาจารย์ผู้สอนประจำวิชามาวางแผนการสอน   จากนั้นจึงทำการสร้างขึ้น  หรืออาจใช้วิธีการจ้างหรือจัดหางบประมาณมาให้ดำเนินการเช่น เครือข่ายการศึกษาของ UNINET  ของมหาวิทยาลัยที่จัดให้มีอีเลินนิ่งเรียนผ่านเว็บในหลายวิชา   โดยให้อาจารย์ผู้สอนได้ตั้งคณะทำงานจัดสร้างขึ้น    แล้วเผยแพร่ให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ใช้ในการเรียนการสอนโดยใช้คณะทำงานจำนวนมาก   เนื้อหาจะเป็นไปตามหลักสูตรที่กำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ   แต่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการเนื้อหาการสอนของอาจารย์ได้

ระบบการออกแบบอีเลินนิ่งที่บริหารจัดการการเรียนรู้ทั้งระบบ   จะเป็นการเขียนโปรแกรมสำหรับแสดงผลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุนการทำงานโดยคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) จึงมักจัดทำเป็นโปรแกรมระบบอีเลินนิ่งโดยเฉพาะ     อาจารย์ผู้สอนสามารถเข้าไปบริหารจัดการเนื้อหาได้เท่านั้นหรืออาจจะแก้ไขปรัปปรุงระบบได้บางส่วน    แต่ทั้งระบบจะถูกควบคุมโดยองค์กรที่รับผิดชอบในการดำเนินการโดยเฉพาะ     ทำให้ต้องมีเงื่อนไขในการจัดทำหลายอย่างที่ผู้สอนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้     การบริหารจัดการระบบจะกระทำโดยหน่วยงานเฉพาะซึ่งจะรับผิดชอบดูแลทั้งหมดทำให้มีประสิทธิภาพสูงและมีค่าใช้จ่ายสูง    ผู้สอนทำหน้าที่ได้เพียงสร้างเนื้อหาบทเรียนแล้วนำไปติดตั้งเข้าสู่ระบบ   หรือกำหนดเนื้อหาบทเรียนให้เท่านั้น

ขณะที่ระบบการจัดการเนื้อหา (Content  Management   System)   ซึ่งถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการระบบ   สามารถดำเนินการได้โดยผู้สอนทั้งหมดทั้งแต่เนื้อหาที่จะใช้ในการสอน การสร้างและออกแบบเว็บ  การติดตั้งระบบโดยอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ให้ฟรีในระบบอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ติดตั้งเว็บ  กระดานข่าว ห้องสนทนา  การมีปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ      ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน  แบบฝึกหัดและแบบทดสอบต่าง ๆ   โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก    ไม่ยุ่งยากในการดำเนินการ

เนื้อหาตรงตามความต้องการของผู้สอน  ผู้สอนได้มีโอกาสวางแผนการเรียนด้วยตนเอง   จัดทำและบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง    ใช้เวลาในการผลิตพอสมควร   ไม่เป็นภาระกับหน่วยงาน   และผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการดำเนินการทั้งหมด

 

องค์กรที่บริหารจัดการอีเลินนิ่ง

 

                หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนหลายแห่งมองเห็นว่าระบบการเรียนการสอนออนไลน์  จะเป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในอนาคต    ไม่ใช่เพียงเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนเท่านั้น  แต่ยังนำเข้ามาใช้ในการฝึกอบรมและการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ   ซึ่งช่วยทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว    เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร  ทำให้ประหยัดรายจ่ายและได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภายในองค์กรได้อย่างคุ้มค่า     หน่วยงานที่รับจัดทำและดูแลระบบการจัดการอีเลินนิ่งทั้งระบบอาทิเช่น          ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดทำโปรแกรมระบบการเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบ    โดยให้บริการหน่วยงานประเภทสถาบันการศึกษาที่ต้องการนำเอาระบบการจัดการเรียนรู้แบบอีเลินนิ่งที่มีผู้ดูแลให้ทั้งระบบ    ก็สามารถติดต่อให้ดำเนินการได้    แต่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการและสนับสนุนระบบอยู่ด้วย   สามารถเข้าดูตัวอย่างและระบบการทำงานได้ที่   http://www.chulaonline.com

 

รูปแสดง  เว็บอีเลินนิ่งของ  จุฬาออนไลน์

 

 

 


การเรียนการสอนผ่านเว็บ (WBI : Web-based Instruction)

 

การใช้เว็บเพื่อการเรียนการสอนจึงเป็นการนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาออกแบบเพื่อใช้ในการศึกษา   ซึ่งมีนักการศึกษาได้ให้นิยามและความหมายของเว็บการสอน (Web-Based Instruction) เอาไว้หลายท่าน ได้แก่

                คลาร์ก (Clark, 1996)  ได้ให้ให้คำจำกัดความของ การเรียนการสอนผ่านเว็บว่า  เป็นการสอนรายบุคคลที่นำเสนอโดยการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือส่วนบุคคล         และแสดงผลในรูปของการใช้เว็บบราวเซอร์  สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ติดตั้งไว้ได้โดยผ่านเครือข่าย

                ข่าน (Khan, 1997)  ได้ให้คำจำกัดความของ การเรียนการสอนผ่านเว็บ เอาไว้ว่า เป็นโปรแกรมไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอน  โดยการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเตอร์เน็ต (WWW)      มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย  โดยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกทาง

                รีแทน และกิลลานิ (Retan and Gillani, 1997)  ได้ให้คำจำกัดความของเว็บในการสอน เอาไว้เช่นกันว่า  เป็นการกระทำของคณะหนึ่งในการเตรียมการคิดในกลวิธีการสอนโดยกลุ่มคอนสตัคติวิซึ่ม  และการเรียนรู้ในสถานการณ์ร่วมมือกัน   โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรใน WWW

                พาร์สัน (Parson, 1997)  ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า            เป็นการสอนที่นำเอาสิ่งที่ต้องการส่งให้บางส่วนหรือทั้งหมดโดยอาศัยเว็บ       โดยการเรียนการสอนผ่านเว็บสามารถกระทำได้ในหลากหลายรูปแบบและหลายหลายขอบเขตที่เชื่อมโยงถึงกัน  ทั้งการเชื่อมต่อบทเรียน วัสดุช่วยการเรียนรู้ และการศึกษาทางไกล

ไดรสคอลส์ (Driscoll, 1997) ได้ให้ความหมายของอินเตอร์เพื่อการเรียนการสอนเอาไว้ว่า เป็นการใช้ทักษะหรือความรู้ต่าง ๆ ถ่ายโยงไปสู่ที่ใดที่หนึ่งโดยการใช้เวิลด์ไวด์เว็บ  เป็นช่องทางในการเผยแพร่สิ่งเหล่านั้น 

 การเรียนการสอนผ่านเว็บ ความหมายโดยรวมจึงหมายถึง  การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ตมาออกแบบเป็นเว็บเพื่อการเรียนการสอน  สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย  เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา    ซึ่งทำให้มีชื่อเรียกหลายลักษณะ  ได้แก่

-          การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction)

-          เว็บฝึกอบรม  (Web-Based Training)

-          อินเทอร์เน็ตฝึกอบรม (Internet-Based Training)

-          อินเทอร์เน็ตช่วยสอน (Internet-Based Instruction)

-          การฝึกอบรมผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW-Based Training)

-          การเรียนการสอนผ่านเวิล์ดไวด์เว็บ (WWW-Based Instruction)

   ลักษณะของการเรียนการสอนผ่านเว็บจะเรียกย่อว่า WBI (Web-based Instruction)   ซึ่ง

เป็นแบบที่นิยมในการใช้อธิบายคุณลักษณะของการใช้เว็บในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนมากที่สุด

การเรียนการสอนผ่านเว็บได้แสดงให้เห็นว่าเป็นสื่อที่ทรงพลัง   ที่จะเข้ามาพัฒนาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งกระทำได้ทั้งภายในและภายนอกสถานที่    ทุกแห่งหนทุกสถานที่จะเป็นแหล่งที่ใช้เว็บเพื่อการเรียนการสอนได้   เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่ของหน่วยงานที่มีระบบอินเทอร์เน็ตติดตั้งอยู่   การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นมิตรกับผู้ใช้  เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง  เรียนรู้ในเวลาใดก็ได้  มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเทียบกับราคา   ไม่ต้องกล่าวถึงความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน   สามารถเรียนได้ด้วยตนเอง        เป็นมิติใหม่ของเครื่องมือและกระบวนการในการเรียนการสอน (Pollack and Masters, 1997)   ซึ่งเราสามารถแสดงให้เห็นประโยชน์ของการใช้การเรียนการสอนผ่านเว็บได้แก่

1.       การเรียนการสอนเข้าถึงทุกหน่วยงานที่มีอินเทอร์เน็ตติดตั้งอยู่

2.       การเรียนการสอนกระทำได้โดยผู้เข้ารับการอบรมไม่ต้องทิ้งงานประจำเพื่อมาอบรม

3.       ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ของว่าง ฯลฯ

4.       การเรียนการสอนกระทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

5.       การจัดฝึกอบรมมีลักษณะที่ผู้เข้าอบรมเป็นศูนย์กลาง  การเรียนรู้เกิดขึ้นกับตัวผู้เข้าอบรม

เองโดยตรง (Self-directed)

6.       การเรียนรู้เป็นไปตามความก้าวหน้าของผู้เข้ารับการเรียนการสอนเอง  (Self-pacing)

7.       สามารถทบทวนบทเรียนและเนื้อหาได้ตลอดเวลา

8.       สามารถซักถามหรือเสนอแนะ หรือถามคำถามได้ ด้วยเครื่องมือบนเว็บ

9.       สามารถแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างผู้เข้ารับการอบรมได้โดยเครื่องมือสื่อสารใน

ระบบอินเทอร์เน็ตทั้งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) หรือห้องสนทนา (Chat Room) ฯลฯ

10.    ไม่มีพิธีการ

 

การสร้างเว็บไซต์สำหรับการเรียนการสอนจึงไม่ใช่เพียงการสร้างโฮมเพจ หรือ เว็บเพจ โดยใส่เนื้อหาเท่านั้น    แต่มีกระบวนการขั้นตอนที่เป็นระบบและมีเงื่อนไขที่ควรดำเนินการให้ครบถ้วนเพื่อความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนการสอน

 

 

การสร้างและออกแบบเว็บ

                กระบวนการในการสร้างและออกแบบเว็บจะมีกระบวนการพื้นฐานอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอนคือ

1.       การวางแผน (Planning)   เป็นขั้นตอนที่ผู้สร้างเว็บจะต้องรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจะนำ

มาสร้างเว็บ  กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย   จากนั้นกำหนดขอบเขตและความต้องการของเว็บว่าจะต้องมีอะไรบ้าง  เช่น ขนาดของหน้าจอภาพ บราวเซอร์ที่จะใช้ ฯลฯ    องค์ประกอบและเครื่องมือที่จะต้องใช้ ต้องการมีกระดานข่าว ห้องสนทนา ฯลฯ   รวมถึงขั้นตอนและกระบวนการในการบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ

                การวางแผนเบื้องต้นของการสร้างเว็บสำหรับ Dreamweaver  คือ

-          กำหนดพื้นที่จัดเก็บเว็บในเครื่องคอมพิวเตอร์

-          กำหนดพื้นที่ติดตั้งเว็บเมื่อสร้างเสร็จ

2.       การออกแบบ (Design)    เป็นขั้นตอนที่นำข้อมูลและแผนที่วางไว้ไปปฏิบัติ   โดยการลง

มือปฏิบัติโดยจัดพิมพ์เนื้อหา   กำหนดการเชื่อมโยง  และคุณลักษณะอื่นที่ต้องใช้ในเว็บ  การออกแบบก็จะเน้นที่การจัดหน้าจอของเว็บให้สอดคล้องกันและระมัดระวังปัญหาต่าง ๆ ในการออกแบบ

3.       การพัฒนา (Development)   เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการออกแบบและการสร้าง  โดย

เน้นไปที่การตกแต่งและเสริมเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับเว็บ เช่น  การกำหนดสี  ภาพ การใช้ Flash ช่วยให้เว็บเร้าความสนใจ  และเพิ่มเติมเทคนิคต่าง ๆ ของโปรแกรมสนับสนุนการสร้างเว็บ

4.       การติดตั้ง (Publishing)        เป็นขั้นตอนที่จะนำเอาเว็บที่ได้สร้างขึ้นเข้าไปติดตั้งในเว็บ


เซอร์เวอร์เพื่อให้แสดงผลได้ในระบบอินเทอร์เน็ต    หรือจะเรียกว่า การอับโหลด (Up load)  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการอยู่เสมอเมื่อสร้างเว็บเสร็จ

 

 


5.       การบำรุงรักษา (Maintenance)  เป็นขั้นตอนประเมินผลและติดตามผลการติดตั้งเว็บไซต์

ว่ามีข้อขัดข้องหรือต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเว็บเพิ่มเติมให้ทันสมัยอยู่เสมอ    อาจจะเรียกได้ว่าขั้นตอนการอับเดท (Up date)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การกำหนดรูปแบบเว็บไซต์  (Web-site)

 

                                                                                                                     web site ของ  ปรัชญนันท์  นิลสุข

โฮมเพจ ปรัชญนันท์  นิลสุข

http://members.fortuencity.com/prachyanun/index.html

 

 

 


                                                                                                                                Internal  Links

กล่องข้อความ: Web page กล่องข้อความ: Web page
 

 

 


                                                                                การศึกษาไทย : รุ่งอรุณหลังปฏิรูป

                                                                http://members.fortunecity.com/prachyanun/edu/thaiedu.htm

External Links

 

External Links

 
                                               

 

                                                                               

                                                                                                แผนกอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม

                                                                                  http://www8.brinkster.com/rama2/technic/electronic/index.html

 


การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ

http://www7.brinkster.com/prachyanun/imm/iim.html

กล่องข้อความ: Homepage
 

 

 

 

 

 

 

 

 


เว็บไซต์ (Web-site)  หมายถึง เว็บที่ประกอบด้วยเว็บเพจหลาย ๆ เว็บเพจมารวมกัน อยู่ภายในพื้นที่เดียวกันและเชื่อมโยงระหว่างกันภายใต้โดเมนเนมเดียวกัน    โดยมีโฮมเพจเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์ทำหน้าที่เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่าง ๆ

โฮมเพจ (Homepage)  หมายถึง เว็บเพจที่เป็นหน้าแรกของเว็บไซต์     ที่เข้าถึงได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตโดยการพิมพ์โดเมนเนมหรือยูอาร์แอลซึ่งเป็นที่ติดตั้งของเว็บไซต์

เว็บเพจ (Web page)  หมายถึง  เอกสารที่สร้างขึ้นโดยในรูปแบบของ HTML  หรือโปรแกรมการสร้างเว็บโดยเฉพาะ  จะแสดงผลได้เฉพาะโปรแกรมบราวเซอร์  และต้องติดตั้งในเว็บเซอร์เวอร์เพื่อเข้าไปอ่านข้อมูลได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต     เว็บเพจจะมี 2 ลักษณะใหญ่คือ

-          เว็บเพจแบบหน้าเดียว (Single page)  หรือแบบสั้น (Short page)   หมายถึง เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเพียงหน้าเดียวมีขนาดเท่ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์พอดี   หรือมีแถบเลื่อนลงมาด้านล่างสั้น ๆ     หรือมีรูปแบบเป็นกรอบพอดีหน้าจอภาพ

-          เว็บเพจแบบแถบเลื่อน  (Scroll page)  หรือแบบยาว (Long page)  หมายถึง เว็บเพจที่แสดงผลข้อมูลหรือเนื้อหาเป็นแนวยาวจากด้านบนลงมายังด้านล่างของหน้าจอภาพ   โดยมีแถบเลื่อนอยู่ด้านข้างสำหรับเลื่อนหน้าจอภาพ   เพื่อดูข้อมูลที่แสดงผลหน้าจอภาพ

 

 

 

 

 

 

 


                                                                       Links

 

 

 

 

 

 


การออกแบบโครงสร้างเว็บ

 

                สิ่งที่ต้องพิจารณาในการสร้างเว็บเพื่อการศึกษาคือ  โครงสร้างหลักของเว็บ  เนื่องจากการจัดการข้อมูลเพื่อการเรียนการสอนมีความแตกต่างกัน        กลุ่มผู้เรียนที่แตกต่างและเนื้อหาของเว็บแตกต่างกัน   โครงสร้างของเว็บก็จะมีผลต่อการเรียนการสอนเช่นกัน (McCormack and Jones, 1998)

                โครงสร้างของเว็บโดยพื้นฐานจะมี  2 ลักษณะคือ

                1. โครงสร้างเว็บแบบตื้น   เป็นโครงสร้างเว็บในลักษณะที่มีการเชื่อมโยงจากหน้าแรกหรือหน้าที่หลักไปยังเนื้อหาโดยตรง   โดยไม่มีเว็บเพจที่เป็นเนื้อหาเชื่อมโยงต่อไปอีกมากนัก  สามารถกลับมายังหน้าแรกหรือหน้าหลักของของเว็บไซต์ได้ในทันที   อาจจะมีการเชื่อมโยงของเนื้อหาต่อไปอีกบ้างแต่ไม่ต่อเนื่องเป็นลำดับลึกลงไปเหมือนกับโครงสร้างของเว็บแบบลึก    โครงสร้างลักษณะนี้จึงเป็นโครงสร้างที่มีเนื้อหาแยกเป็นหน่วยย่อย ๆ หรือมีเนื้อหาเฉพาะเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน    ทำให้ไม่ต้องเชื่อมโยงเว็บเพจต่อไปเรื่อย ๆ      เว็บแบบตื้นอาจจะมีเนื้อหามากก็ได้   แต่ไม่เชื่อมโยงลึกลงไปอีก  การออกแบบเว็บเพจอาจเป็นแบบหน้าเดียวสั้น ๆ หรือแบบแถบเลื่อนยาวลงไปมากก็ได้    เนื้อหาจบในหน้านั้นและไม่เชื่อมโยงไปอีก

 

กล่องข้อความ: เนื้อหา
เว็บไซต์
 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปแสดง  ลักษณะโครงสร้างเว็บแบบตื้น

 

 

                1. โครงสร้างเว็บแบบลึก   เป็นโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปในเนื้อหาเดียวกันโดยตลอดหลาย ๆ เว็บ  เนื่องจากมีเนื้อหามากและเป็นลำดับต่อเนื่อง   ทำให้โครงสร้างของเว็บต้องลงลึกไปเรื่อย ๆ    สำหรับการเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอไม่ได้หมายความว่า โครงสร้างเว็บนั้นจะเป็นแบบลึก      เพราะการเลื่อนแถบเลื่อนด้านข้างขวาของจอภาพเป็นการออกแบบหน้าจอเว็บ  ไม่ใช่โครงสร้างภาพรวมของเว็บ    การเลื่อนแถบเลื่อนด้านขวาของหน้าจอภาพเป็นการออกแบบเว็บแบบแถบเลื่อน   เรียกได้ว่า การออกแบบหน้าจอภาพแบบแถบเลื่อน  เป็นแผ่นเดียวยาวจากด้านบนลงมาด้านล่าง    แต่การออกแบบโครงสร้างเว็บแบบลึก  เป็นการออกแบบที่มีเว็บเพจหลาย ๆ เว็บเพจต่อเนื่องจากเป็นจำนวนมาก  

 

 

กล่องข้อความ: โฮมเพจ
เว็บไซต์